ตลาดกองทุนอสังหาริมทรัพย์ไทยกำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายใหม่และโอกาสที่น่าจับตา หลังจากการประกาศแผนการลงทุนครั้งใหญ่ของกลุ่มทุนจากสิงคโปร์ในโครงการอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่ใจกลางกรุงเทพมหานครเมื่อช่วงปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา การเคลื่อนไหวครั้งนี้ได้จุดประกายคำถามสำคัญขึ้นมาอีกครั้งว่า อนาคตของกองทุนอสังหาริมทรัพย์ไทย โดยเฉพาะกลุ่ม REITs จะยังคงเป็น “โอกาสทอง” สำหรับนักลงทุนที่มองหาผลตอบแทนสม่ำเสมอจากเงินปันผลได้อีกนานแค่ไหน หรือเป็นเพียง “ฟองสบู่” ที่รอวันแตกตามปัจจัยทางเศรษฐกิจโลก
ผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนหลายรายต่างออกมาแสดงความคิดเห็น บ้างก็มองว่า นี่เป็นสัญญาณบวกที่แสดงถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติในศักยภาพของตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย โดยเฉพาะในกลุ่มทำเลทองที่มีอัตราค่าเช่าสูง ซึ่งจะส่งผลดีต่อกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์และกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REITs) ให้มีกระแสรายได้ที่มั่นคงและสามารถจ่ายเงินปันผลได้อย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม อีกมุมมองหนึ่งก็เตือนถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากภาวะเศรษฐกิจโลกผันผวนและอัตราเงินเฟ้อที่ยังคงอยู่ในระดับสูง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภคและภาคธุรกิจ ทำให้ความต้องการพื้นที่เช่าลดลง และอาจกดดันอัตราค่าเช่าในอนาคตได้ นอกจากนี้ การเข้ามาของนักลงทุนต่างชาติที่อัดฉีดเงินลงทุนจำนวนมาก อาจทำให้ราคาอสังหาริมทรัพย์พุ่งสูงขึ้น จนเกิดภาวะฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ขึ้นได้
นักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์แห่งหนึ่งที่ขอสงวนนาม ให้ความเห็นว่า “การลงทุนในกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์เพื่อรับปันผลสม่ำเสมอยังคงน่าสนใจในระยะยาว แต่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบถึงคุณภาพของสินทรัพย์ที่กองทุนนั้นเข้าไปลงทุน รวมถึงความสามารถในการบริหารจัดการค่าเช่าและการต่อสัญญาเช่าของผู้บริหารกองทุน” สะท้อนให้เห็นว่า แม้จะมีข่าวดีแต่ก็ยังต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิด
ผู้ที่กำลังพิจารณาว่า ‘กองทุน REIT น่าซื้อไหม?’ ควรศึกษาข้อมูลให้รอบด้าน ทั้งจากรายงานของตลาดหลักทรัพย์และบทวิเคราะห์จากสถาบันการเงินที่เชื่อถือได้ เพื่อทำความเข้าใจถึงโครงสร้างกองทุน นโยบายการลงทุน และผลการดำเนินงานในอดีต รวมถึงปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อการลงทุนในอนาคต
สถานการณ์ล่าสุดนี้ชี้ให้เห็นว่า ตลาดกองทุนอสังหาริมทรัพย์ไทยกำลังเดินอยู่บนเส้นทางที่น่าตื่นเต้นแต่ก็แฝงไปด้วยความท้าทาย บทสรุปสุดท้ายจะเป็นโอกาสทองหรือฟองสบู่แตก คงต้องจับตาดูการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจและตลาดอย่างใกล้ชิดในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า เพื่อตัดสินใจว่าควรจะเดินหน้าลงทุน หรือถอยออกมาอย่างระมัดระวัง
