ในยุคที่ความยั่งยืนไม่ใช่แค่กระแส แต่คือทิศทางใหม่ของโลกธุรกิจ ทำให้ ‘วิสาหกิจเพื่อสังคม’ (Social Enterprise) กลายเป็นดาวเด่นที่หลายคนจับตา มองว่านี่คือ ‘โอกาสทอง’ ในการสร้างทั้งผลกำไรและผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมไปพร้อมกัน ไม่ใช่เรื่องแปลกที่วันนี้จะเกิดคำถามขึ้นมาว่า โมเดลธุรกิจลูกผสมนี้ จะเป็นตัวเปลี่ยนเกม หรือเป็นเพียงแค่ความฝันที่จับต้องไม่ได้?
ล่าสุด มีรายงานข่าวที่น่าจับตาจากเวทีเสวนา ‘เปิดวิสัยทัศน์ธุรกิจยั่งยืน 2026’ ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2568 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยมี นายมีชัย วีระไวทยะ ผู้บุกเบิกโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับรากหญ้า ที่เป็นที่รู้จักกันดี ได้กล่าวถึงศักยภาพอันมหาศาลของวิสาหกิจเพื่อสังคม โดยเน้นย้ำว่า การลงทุนใน ‘คน’ และ ‘ชุมชน’ คือหัวใจสำคัญของการสร้างธุรกิจที่ยั่งยืน ไม่ใช่แค่การบริจาค แต่เป็นการสร้างขีดความสามารถที่พึ่งพาตนเองได้ คำกล่าวนี้จุดประกายให้เกิดการถกเถียงและวิเคราะห์กันอย่างกว้างขวางถึงอนาคตของ SE ในประเทศไทย
อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ทำให้เกิดความถกเถียงตามมาคือ แนวทางปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมจะเกิดขึ้นจริงได้อย่างไร เมื่อเทียบกับตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จอย่าง ‘ดอยตุง’ โมเดลที่ผสมผสานการพัฒนาชุมชนเข้ากับการสร้างแบรนด์สินค้าคุณภาพระดับโลก ซึ่งเป็นกรณีศึกษาที่พิสูจน์แล้วว่า การสร้าง “คน” และ “งาน” สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากได้จริง แต่การขยายผลไปสู่มิติอื่น ๆ ที่ต้องอาศัยโครงสร้างที่ซับซ้อนกว่านั้น ยังคงเป็นความท้าทาย โดยเฉพาะเมื่อต้องเผชิญกับข้อจำกัดด้านกฎหมายและช่องว่างในการเข้าถึงแหล่งทุนที่ยังไม่ได้ถูกปลดล็อกอย่างเต็มที่
คำถามที่น่าสนใจไม่ได้มีแค่เรื่องของกฎเกณฑ์ แต่ยังไปถึงแก่นแท้ของโมเดลนี้ นั่นคือ ‘วิสาหกิจเพื่อสังคมต่างจากมูลนิธิยังไง?’ หลายคนยังคงสับสนระหว่างการทำงานเพื่อสังคมในรูปแบบไม่แสวงหาผลกำไร กับกิจการที่ดำเนินงานเหมือนธุรกิจ แต่มีวัตถุประสงค์ทางสังคมเป็นแกนหลัก คำตอบสั้นๆ คือ วิสาหกิจเพื่อสังคมสามารถสร้างรายได้และผลกำไรเพื่อนำไปขยายผลทางสังคมได้โดยไม่จำกัด แต่ก็ต้องยึดมั่นในพันธกิจทางสังคมเป็นเป้าหมายสูงสุด ซึ่งต่างจากมูลนิธิที่มักจะพึ่งพิงเงินบริจาคเป็นหลัก แม้จะมีเป้าหมายทางสังคมที่คล้ายคลึงกัน
ดังนั้น สิ่งที่ต้องจับตาต่อจากนี้ คือการทำงานของหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนในการสร้างระบบนิเวศน์ที่เอื้อต่อการเติบโตของวิสาหกิจเพื่อสังคม ไม่ว่าจะเป็นการปรับแก้กฎหมายให้เป็นมิตรมากขึ้น การสร้างกลไกการเข้าถึงทุนที่หลากหลาย รวมถึงการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการรุ่นใหม่หันมาสนใจโมเดลธุรกิจนี้มากขึ้น เพื่อให้ ‘ธุรกิจยั่งยืน 2026’ ไม่ใช่แค่ตัวเลขบนกรอบนโยบาย แต่เป็นการขับเคลื่อนการแก้ปัญหาความยากจนและการพัฒนาชุมชนให้เกิดขึ้นได้จริงและเป็นรูปธรรม เหมือนกับ ‘ตัวอย่างความสำเร็จของวิสาหกิจเพื่อสังคมในการแก้ปัญหาความยากจน’ ที่เราอาจได้เห็นมากขึ้นในอนาคตอันใกล้
